Blognone
Samsung เตรียมเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ใช้ Super AMOLED
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทาง Samsung มีข่าวคราวการผลิตหน้าจอ AMOLED รุ่นใหม่ที่มีการปรับปรุงความสามารถจากเดิม ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ทาง Samsung ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ใช้หน้าจอแบบ AMOLED รุ่นใหม่โดยรายละเอียดของโทรศัพท์ยังไม่ปรากฎ แต่รายละเอียดหน้าจอแบบใหม่มีข้อมูลออกมาบ้างแล้วดังนี้
- เป็นหน้าจอ Capacitive ขนาด 3.3 นิ้ว ความละเอียด 800x480
- รวมแผงรับการสัมผัสเข้าไปในตัว โดยมีขนาดบางเพียง 0.001 มิลลิเมตร ทำให้หน้าจอสามารถแสดงผลได้ดีขึ้น
- อ้างว่ามีสีสันจัดจ้านกว่าเดิมถึงห้าเท่า (ของเก่าก็โคตรจะสุดยอดแล้วนะ!)
- แล้วยังใช้งานกลางแจ้งได้ดีขึ้น 20% (การใช้งานกลางแจ้งไม่ได้ เป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว หวังว่าจะดีขึ้นมากๆ)
โดยโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวจะเปิดตัวในงาน Mobile World Congress ที่จะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้า
ช่างเป็นข่าวโทรศัพท์ ที่ไม่มีข้อมูลโทรศัพท์เลยจริงๆ :D
แคนอนเปิดตัว EOS 550D รุ่นเล็กแต่ความสามารถไม่เล็ก
เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา แคนอนได้เปิดตัวกล้องตระกูล EOS Rebel รุ่นใหม่รหัส 550D ค่อนข้างพลิกโผเล็กน้อยสำหรับเหล่าแฟนบอยที่คาดหวังว่าจะได้เห็นการเปิดตัวรุ่นที่ใหญ่กว่านี้คือ 60D
โดยในรุ่นนี้แคนอนได้ออกแบบบอดี้, Battery และ กริ๊ปใหม่หมด ซึ่งทำออกมาได้ดูสวยงามลงตัวทีเดียว (ดูภาพได้ท้ายข่าว) สเปกคร่าวๆมีดังนี้
- เซ็นเซอร์ APS-C CMOS ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล
- ชิปประมวลผล DIGIC 4
- ความไวแสง (ISO) 100-6400 (ปรับเพิ่มได้ถึง 12800)
- สามารถถ่ายวิดีโอได้ระดับ FullHD สามารถปรับเลือก Framerate ได้ และมาพร้อมรูต่อไมค์ภายนอก
- จอแสดงภาพรุ่นใหม่ ขนาด 3 นิ้ว (เหมือนใน 7D และ 1D Mark IV)
- ระบบวัดแสงแบบ iFCL (เหมือนใน 7D และ 1D Mark IV)
- ชดเชยแสง +/- ได้ถึง 5 stops (รุ่นก่อนๆ ส่วนใหญ่ได้ไม่เกิน 3 stops)
และฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น Eye-Fi ส่งไฟล์ออกจากกล้องแบบไวร์เลส, สามารถใช้รีโมททีวีควบคุมได้ เมื่อต่อกล้องเข้ากับสาย HDMI สำหรับสเปกและรูปภาพทั้งหมด อ่านดูได้จากที่มาเลยครับ
โดยรวมแล้วพัฒนาขึ้นจากตัวเก่า (EOS 500D) เป็นอย่างมาก ฟีเจอร์ใหม่จากรุ่นใหญ่ก็ใส่มาเยอะทีเดียว เรียกได้ว่าครบความต้องการสำหรับผู้ใช้ระดับเริ่มต้นถึงระดับกึ่งมืออาชีพ ถ้าเปิดตัวราคาไม่สูงมากผมคิดว่ารุ่นนี้ได้ครองตลาดแน่นอน
ที่มา - Dpreview
IBM เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ POWER7 อย่างเป็นทางการ
หลังจากโชว์ศักยภาพของซีพียู POWER7 ตามงานวิชาการต่างๆ เมื่อปีกลาย ([HOT CHIPS] เปิดตัว Rainbow Falls จากซัน และ POWER7 จากไอบีเอ็ม, POWER7 พลังประมวลผลที่มากกว่า แต่ชิปขนาดเล็กลง) ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ IBM จะเปิดตัว POWER7 อย่างเป็นทางการแล้ว
IBM โฆษณาว่า POWER7 มีประสิทธิภาพเหนือกว่า POWER6 เท่าตัว และรองรับการทำ virtualization ได้มากกว่าเดิม 4 เท่า ในขณะที่กินไฟน้อยลงครึ่งหนึ่ง เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ POWER7 รุ่นสูงสุดมี 8 คอร์ แต่ละคอร์มี 4 เธร็ด (thread) นอกจากฟีเจอร์ของซีพียูแล้ว ตัวเซิร์ฟเวอร์เองก็ยังมีฟีเจอร์ระดับสูงอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง
ช่วงหลังๆ IBM มาแรงในตลาดเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่มาก นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา IBM กินส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 12 จุด ในขณะที่คู่แข่งอย่าง HP มีปัญหาชิป Itanium ของอินเทลเลื่อน และ Sun ประสบปัญหาทางธุรกิจจนต้องขายกิจการ
ที่มา - eWeek
SAP เปลี่ยนตัวซีอีโอ เหตุเพราะผลงานไม่เข้าเป้า
SAP ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ ERP จากเยอรมนี ประกาศว่า Leo Apotheker ซีอีโอคนปัจจุบันได้ลาออกจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว หลังทำผลงานไม่ได้ตามที่คาดหวัง
ก่อนหน้านี้ Apotheker เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอร่วมของ SAP เป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนจะกลายมาเป็นซีอีโอเดี่ยวได้อีกไม่ถึงปี ยุทธศาสตร์ Business ByDesign ของเขาไม่เข้าเป้านัก และไตรมาสล่าสุด SAP มีรายได้ลดลง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน การลงจากตำแหน่งครั้งนี้ไม่ใช่การปลดออก แต่เป็นการตกลงของ Apotheker และบอร์ดบริหารของ SAP ซึ่งนำโดย Hasso Plattner ผู้ก่อตั้งบริษัท
SAP ประกาศตั้งซีอีโอคู่ใหม่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน คือ Bill McDermott และ Jim Hagemann Snabe ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของ SAP อยู่แล้ว
ที่มา - Bloomberg, InformationWeek
ภาพและวิดีโอของ HTC Incredible
เว็บไซต์ Pocketnow ได้เปิดเผยภาพและวิดีโอหลุดของ HTC Incredible มือถือพลัง Android ตัวใหม่ โดยมันจะใช้ Android 2.1 และส่วนติดต่อผู้ใช้ Sense UI ของ HTC (ผมเข้าใจว่าเป็นตัวแรกที่มี Sense + Android 2.x)
สเปกอื่นๆ ได้แก่ซีพียู Snapdragon, RAM 256MB, หน้าจอขนาดประมาณ 3.5-3.7" อาจเป็น AMOLED, กล้องมีแฟลชแบบ LED 2 ตัว ในข่าวบอกว่ามี "optical mouse pointer" มาด้วยแต่มองในภาพแล้วไม่ชัดเท่าไร
HTC Incredible จะวางขายกับเครือข่าย Verizon ในสหรัฐ ส่วนวิดีโอดูได้จากที่มาครับ
ที่มา - Pocketnow
ผลสำรวจชี้ หลังเปิดตัว iPad คนสนใจซื้อน้อยลง
บริษัทวิจัย Retrevo Pulse ได้สำรวจความเห็นผู้บริโภคประมาณ 1,000 คน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงคือสัปดาห์ก่อนเปิดตัว iPad และสัปดาห์หลังเปิดตัว ผลลัพธ์ที่ได้ไม่น่าพึงประสงค์สำหรับแอปเปิลนัก
- คำถามแรกถามผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนว่า "คุณเคยได้ยินคนพูดถึง iPad หรือไม่" กลุ่มที่ตอบว่า "เคยแต่ไม่สนใจซื้อ" เดิมมี 26% แต่หลังเปิดตัว ตัวเลขเพิ่มสองเท่าเป็น 52%
- สำหรับคนที่รู้จัก iPad คำถามต่อมาคือ "คิดจะซื้อหรือไม่" ฝ่ายไม่ซื้อเดิม 49% หลังเปิดตัวขยับเป็น 61%
- ฝ่ายที่ตอบว่า "ซื้อแน่นอน" ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากเดิม 3% มาเป็น 5% หลังเปิดตัว
- คำถามที่สามคือ "สนใจจะจ่ายเงินอีก 130 ดอลลาร์เพื่อซื้อรุ่น 3G หรือไม่" 59% ตอบว่าไม่คิดจะซื้อ
รายละเอียดและกราฟดูได้จากลิงก์ที่มา ของ Blognone เราก็มีโพลลักษณะเดียวกันครับ
ที่มา - Retrovo
นี่หรือต้นแบบ Project Natal?, ไอโฟนและ Project Natal จะผลิตที่โรงงานเดียวกัน?
หนังสือพิมพ์ Seattle Times รายงานข่าวจาก Digitimes ว่าผู้ผลิตจากไต้หวันชื่อ Pegatron Technology ได้รับเลือกจากแอปเปิลให้ผลิตไอโฟนรุ่นใหม่ และไมโครซอฟท์ก็จะให้ผู้ผลิตดังกล่าวผลิต Project Natal ที่จะวางขายปลายปีนี้เช่นกัน
นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังลงภาพต้นแบบ Project Natal ที่ถูกส่งไปให้ผู้ผลิตพัฒนาเกมส์อีกด้วย เป็นอย่างไรดูภาพได้ท้ายข่าว
ที่มา: Digitimes, หนังสือพิมพ์ Seattle Times ผ่าน Siliconera ผ่าน SlashGear
เอชพีเปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่น G62t: Envy 15 ในราคาย่อมเยา
เอชพีที่สหรัฐฯ เปิดตัวโน้ตบุ๊กเสริมทัพในตระกูล G-series รุ่น G62t โดยเลียนแบบการออกแบบจาก Envy 15 (โน้ตบุ๊กที่ได้ชื่อว่าเลียนแบบจาก MacBook Pro มา)
G62t มาพร้อมกับ Core i3-330M 2.13GHz หน่วยความจำหลัก 4GB ฮาร์ดดิสก์ 500GB การ์ดจอออนบอร์ด หน้าจอ 15.6 นิ้ว และ Windows 7 Home Premium สนนราคาเริ่มต้นที่ 599 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20,000 บาท) เท่านั้น นอกจากนั้นยังมี Core i5, i7 ให้เลือก รูปตามดูได้ท้ายข่าว
ที่มา: SlashGear
ถ้ามีรุ่นจอ 13 นิ้วและนำมาขายในไทยก็ดีสิ :D
[ข่าวลือ] ทำไมแอปเปิลจึงมีปัญหากับ Adobe?
ความขัดแย้งของแอปเปิลกับ Adobe คุกรุ่นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การเปิดตัว iPhone โดยไม่มี Flash จนมาถึงการเปิดตัว iPad ที่ยังไม่มี Flash และเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทมาปะทุเมื่อมีข่าว สตีฟเปิดเผยถึงเหตุผลที่ไม่รองรับ Flash บน iPhone OS ว่า "Adobe ขี้เกียจ" และได้รับการตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน
ไม่มีใครเข้าใจแอปเปิลมากนักว่าทำไมถึงตั้งตัวเป็นศัตรูกับ Adobe เช่นนี้ ทุกคนได้แต่คาดเดา แต่เว็บไซต์ Hardmac.com ได้อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารของแอปเปิล และเปิดเผยว่าแอปเปิลคิดอย่างไรกับ Adobe
เริ่มด้วยประโยคที่ (อ้างว่า) สตีฟ จ็อบส์ พูดภายในบริษัท
"Like Microsoft, Adobe has become a stodgy and conservative company, they've lost their focus - they are stuck in the middle."
แปลแบบคร่าวๆ คือจ็อบส์มองว่า Adobe กลายเป็นบริษัทที่ "น่าเบื่อ" และ "ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ" เช่นเดียวกับไมโครซอฟท์
ประเด็นอื่นๆ ได้แก่
- Adobe ไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้ Cocoa อย่างสมบูรณ์เสียที ยังดึงดันจะใช้โค้ดที่เป็น Carbon ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับแอปเปิลและผู้ใช้ แม้ว่า Adobe CS5 จะเริ่มเปลี่ยนเป็น Cocoa แต่รุ่นเบต้ายังไม่มีเสถียรภาพและบั๊กเยอะ
- Adobe แก้บั๊กของ Flash เวอร์ชันแมคช้ามาก แอปเปิลส่งบั๊กเข้าไป 410 บั๊กแต่มันถูกแก้แค่ 25 บั๊กเท่านั้น
จ็อบส์พูดถึง Flash ดังนี้
Flash has become a collection of cobbled together technologies - a Kludge. It takes a huge amount of processing power and memory - it is too inefficient, and takes too long to learn.
- การที่ iPhone รุ่นแรกไม่มี Flash ไม่ใช่เพราะแอปเปิลไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะ Adobe ทำให้มันรันบนมือถือไม่ได้เอง (ซึ่งก็มีส่วนถูก เพราะ Flash เพิ่งมารันบนมือถือได้เมื่อเร็วๆ นี้)
- Adobe มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ชื่อ Adobe Software Activation สำหรับ CS รุ่นบนแมค แต่วิธีการของ Adobe Software Activation ใช้การเข้าถึงฮาร์ดแวร์ในระดับล่าง (เพื่อป้องกันการแฮก) ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Mac OS X และทำให้แอปเปิลไม่พอใจมาก
- แอปเปิลมองว่าส่วนติดต่อผู้ใช้ของซอฟต์แวร์ Adobe ในปัจจุบันนั้นล้าสมัย และราคาของ CS นั้นแพงเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานของแอปเปิล
Hardmac.com ให้ความเห็นว่า แอปเปิลอาจซุ่มพัฒนาโปรแกรมมาแข่งกับตระกูล CS อยู่ เช่น เครื่องมือคล้ายๆ กับ Flash/DreamWeaver แต่ใช้ HTML5, โปรแกรมตกแต่งรูปภาพแบบมืออาชีพมาแข่งกับ Photoshop และ "Apeture X" ที่กลับมาชิงตลาดกับ Lightroom
อย่าลืมว่าทั้งหมดคือ "ข่าวลือ" ที่อ้างว่ามาจากฝั่งแอปเปิลนะครับ
ที่มา - Hardmac.com
[ข่าวลือ] รายละเอียดของ Windows Phone 7
ไมโครซอฟท์ประกาศว่าจะเปิดเผยรายละเอียดของ Windows Mobile 7 ในงาน Mobile World Congress กลางเดือนนี้ เว็บไซต์ PPC Geeks ได้เปิดเผยข้อมูลวงในที่อ้างว่าเป็นของ Windows Mobile/Phone 7 (ต้นฉบับใช้คำว่า Windows Phone 7 ครับ)
- ในงานนี้จะเปิดตัวเฉพาะส่วนติดต่อผู้ใช้แบบใหม่ของ Window Phone 7 เท่านั้น
- ส่วนติดต่อผู้ใช้นี้มีรหัสเรียกว่า "METRO" หน้าตาเหมือนกับ Zune HD จะมาแทนหน้าจอ Start เดิม
- ยังไม่รองรับ Flash เพราะทำไม่ทัน
- จำกัดวิธีการลงโปรแกรมให้ลงผ่าน App Store (ของไมโครซอฟท์เรียก Marketplace) เท่านั้น ไม่สามารถก็อปปี้โปรแกรมลงในการ์ดเพื่อติดตั้งได้อีกต่อไป
- ไม่มีมัลติทาสกิง แต่รันโปรแกรมทีละหลายตัวได้ โดยโปรแกรมที่ไม่ได้อยู่บนจอจะถูก "หยุด" การทำงาน
- Marketplace จะมีตัวเลือกให้ทดลองใช้โปรแกรมก่อนซื้อได้
- ไม่รองรับ .NET Compact Framework เอาโปรแกรมเก่ามารันไม่ได้
- ทำงานร่วมกับ Zune อย่างเต็มที่ ยกเลิกโปรแกรม Windows Mobile Device Center สำหรับฝั่งพีซี เปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์ของ Zune แทน
- ฮาร์ดแวร์ที่เป็น Windows Phone จะต้องใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้ของไมโครซอฟท์เท่านั้น อวสาน Sense UI หรือ SPB Mobile Shell ของซัมซุง?
- สนับสนุน social network และระบบเกมออนไลน์ของ Xbox
จากข่าวลือบอกว่าไมโครซอฟท์จะเปิดตัวเครื่องจริงได้ในเดือนกันยายนนี้
ที่มา - PPCGeeks
กูเกิลส่งโค้ดเข้าโครงการ WebKit มากกว่าแอปเปิล
โครงการ WebKit นั้นเกิดขึ้นมาจากแอปเปิลนำตัวแสดงผล HTML ของโครงการ KDE คือ KHTML และ KJS มาแยกพัฒนาเองเพื่อใช้ใน Safari ภายหลังแอปเปิลประกาศโอเพนซอร์ส WebKit ซึ่งทำให้บริษัทอื่นๆ นำ WebKit ไปใช้ด้วย ที่โดดเด่นคือกูเกิล ซึ่งเอาไปใช้ใน Chrome และเบราว์เซอร์ของ Android รวมถึง Palm ที่ใช้ในเบราว์เซอร์ของ webOS เช่นกัน
ปรากฎว่านักพัฒนาคนหนึ่งของโครงการ Chromium ได้โพสต์สถิติลงในบล็อกส่วนตัวของเขาว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมา กูเกิลกลับส่งโค้ดเข้าไปยัง WebKit มากกว่าแอปเปิลเสียอีก (นับเป็นจำนวน commit) อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่าจำนวนครั้งในการ commit ไม่ได้บ่งบอกว่าโค้ดส่วนไหนสำคัญ-ไม่สำคัญ และไม่สามารถใช้แทนอัตราการมีส่วนร่วมของแต่ละบริษัทได้
กราฟสถิติดูได้จาก Chromium Notes: Who develops WebKit? ในกราฟจะเห็นชื่อ RIM ด้วย เราคงได้ใช้ WebKit บน BlackBerry ในเร็ววัน
ที่มา - TechCrunch
กูเกิลจะลงโฆษณาใน Super Bowl
แม้ว่ารายได้หลักของกูเกิลจะมาจากโฆษณา แต่กูเกิลกลับเป็นบริษัทที่ใช้สื่อโฆษณาน้อยมาก (โดยเฉพาะสื่อแบบดั้งเดิม เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์) เพิ่งมีในระยะหลังๆ ที่กูเกิลเพิ่งหันมาลงโฆษณาในทีวี (ตัวอย่าง กูเกิลจะยิงโฆษณาทีวีให้กับ Chrome)
แต่ล่าสุด Eric Schmidt ซีอีโอของกูเกิลได้เขียนข้อความลงใน Twitter ว่า "อดใจรอไม่ไหวที่จะดูโฆษณาของกูเกิลในช่วงพักควอเตอร์ที่ 3 ของ Super Bowl" ซึ่งเขาเสริมด้วยว่าโฆษณานี้จะ "หยุดโลก" (hell frozen over) เลยทีเดียว
แหล่งข่าววงในกระซิบมาว่าโฆษณานี้จะชื่อ "Parisian Love" ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องความรักของหนุ่มอเมริกันในปารีส ผ่านการค้นข้อมูลด้วยกูเกิล ไม่ได้ขายของแต่มีเป้าหมายเพื่อเสริมแบรนด์กูเกิลมากกว่า วิดีโอมีให้ดูด้านใน
การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศหรือ Super Bowl ถือว่ามีอัตราค่าโฆษณาสูงที่สุดในวงการทีวีสหรัฐ มีผู้ชมเยอะที่สุด สมัยก่อนแอปเปิลก็เคยเปิดตัวแมคอินทอชด้วยโฆษณาชุด 1984 อันลือลั่น โฆษณาของกูเกิลจะเป็นอย่างไร ใช่ Parisian Love หรือไม่ วันจันทร์ตอนเช้ารู้กัน (แต่ถ่ายทอดในไทยก็เป็นโฆษณาไทยอยู่ดี...)
ที่มา - John Battelle, TechCrunch
อดีตรองประธานบอก "ไมโครซอฟท์งุ่มง่าม ไร้ความสามารถในการเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม", ไมโครซอฟท์ตอบโต้ทันควัน
เกิดเหตุปะทะคารมอีกแล้ว คราวนี้เป็นทีอดีตผู้บริหารของไมโครซอฟท์กับไมโครซอฟท์เอง
เมื่อสามวันก่อน คุณ Dick Brass อดีตรองประธานของไมโครซอฟท์ ได้เขียนบทความลง New York Times หัวข้อ "การทำลายความคิดสร้างสรรค์ของไมโครซอฟท์" (Microsoft’s Creative Destruction) โดยกล่าวว่า
คำถามที่สำคัญกว่าคือทำไมไมโครซอฟท์ไม่เคยนำพวกเรา [ผู้ใช้งาน]* ไปสู่อนาคตได้เลย ต่างกับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของคู่แข่ง ทั้งแท็บเล็ตอย่าง iPad, เครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle, สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟนหรือแบล็คเบอร์รี่, บริการค้นหาข้อมูลอย่างกูเกิล, เครื่องเล่นเพลงอย่างไอพอดและบริการอย่างไอทูน หรือเว็บชุมชนออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์
คุณ Brass ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ไมโครซอฟท์มักนำเสนอแต่ผลประกอบการที่มาจากผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อนานมาแล้ว (อย่างล่าสุดที่ไมโครซอฟท์ได้กำไรในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิดจากการขายวินโดวส์ 7 และออฟฟิศเป็นหลัก (ดูข่าวเก่า โดยคุณ mk)) แต่เขาได้กล่าวว่าไมโครซอฟท์ไม่สามารถพึ่งพาผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเพื่อก้าวสู่อนาคตได้ยั่งยืนตลอดไป
คุณ Brass ได้กล่าวว่าไมโครซอฟท์กลายเป็น "คนที่งุ่มงาม ไร้ความสามารถในการเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม" นอกจากนั้นไมโครซอฟท์ยังทำลายความคิดสร้างสรรค์ของนักคิด [พนักงาน]* เป็นประจำ ซึ่งเกิดจากการแข่งขันภายในบริษัทอย่างรุนแรงและไร้การควบคุม ส่งผลให้กลายเป็นการแย่งชิงและทำลายซึ่งกันและกันของฝ่ายที่ได้เปรียบกว่า [ทีมที่ดูแลโครงการใหญ่และสำคัญกว่า]* จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ผู้บริหารที่ดูแลส่วนงานอื่นๆ อย่าง เพลง อีบุ๊ก โทรศัพท์ การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และแท็บเล็ตจะพากันตบเท้าตีจากไมโครซอฟท์ไป
ตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่ทีมของคุณ Brass พัฒนาเทคโนโลยีการแสดงผลฟอนต์บนจอแอลซีดี ClearType ซึ่งช่วยเพิ่มความคมชัดให้กับฟอนต์ที่แสดงผล ทำให้ผู้ใช้งานอ่านได้ง่ายไม่ต้องเพ่งสายตามากนัก ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ไมโครซอฟท์ได้เปรียบอย่างมากกับฮาร์ดแวร์ทุกตัวที่มีจอแสดงผล แต่วิศวกรในทีมวินโดวส์กลับไปเข้าใจว่าเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้การแสดงผลแย่ลง ส่วนหัวหน้าทีมออฟฟิศบอกเทคโนโลยีดังกล่าวคลุมเครือ (fuzzy) และทำให้เขาปวดหัวได้ ส่วนรองประธานกลุ่มอุปกรณ์พกพาบอกว่าเขาจะสนับสนุนเทคโนโลยี ClearType ต่อไปหากโอนย้ายโครงการและทีมพัฒนาไปอยู่ภายใต้การดูแลของเขาเอง ท้ายที่สุด ถึงแม้เทคโนโลยี ClearType ได้รับสิทธิบัตร การสนับสนุน และคำชมเชยจากสาธารณะ (บุคคลภายนอก) ก็ต้องใช้เวลาร่วมทศวรรษก่อนที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในวินโดวส์เอ็กซ์พี
ที่มา: New York Times ผ่าน C|Net
ควันยังไม่ทันจางหาย ไมโครซอฟท์ก็ได้เขียนบทความ "มาวัดผลงานของพวกเราจากผลกระทบในวงกว้างที่มันสร้างขึ้น" (Measuring Our Work by Its Broad Impact) ตอบโต้บทความของคุณ Brass ผ่าน The Official Microsoft Blog โดยคุณ Frank Shaw รองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กร (Corporate Communications) ได้กล่าวว่า
มันไม่เพียงพอที่จะมีเพียงแค่ไอเดียที่ดีหรือบรรเจิดเท่านั้น พวกเรา (ไมโครซอฟท์) จะวัดผลงานเหล่านั้นจากผลกระทบในวงกว้างที่มันสร้างขึ้น
สำหรับบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก นวัตกรรมไม่ใช่วัดแค่ความเร็ว (ที่ถูกนำเข้าสู่ตลาด) เท่านั้น แต่ต้องวัดระดับการเข้าถึงผู้ใช้ด้วย (innovation at scale, not just innovation at speed)
คุณ Shaw ได้ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลายตัว ทั้ง OneNote ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับแท็บเล็ตและปัจจุบันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของชุดโปรแกรมออฟฟิศ หรือเทคโนโลยี ClearType ที่ปัจจุบันถูกติดตั้งไปพร้อมกับวินโดวส์หลายพันล้านเครื่องทั่วโลก หรือ Xbox 360 ที่เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลแรกของโลกที่รองรับการแสดงผลความละเอียดสูง (HD) และเชื่อมต่อเว็บชุมชนออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ รวมทั้ง Project Natal ที่นิตยสาร Popular Science, Popular Mechanics และ Time จัดว่าเป็นอันดับหนึ่งของสิ่งประดิษฐ์ของปีที่แล้ว^
ที่มา: The Official Microsoft Blog ผ่าน Engadget
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง
- Microsoft's challenge: Innovation, innovation, innovation
- บทความของคุณ Don Dodge ที่เพึ่งถูกให้ออกจากไมโครซอฟท์ครั้งล่าสุด (อ่านต่อ) หรือคุณ Bill Hill ที่เคยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนา ClearType (อ่านต่อ)
หมายเหตุ
- *ข้อความใน [] ถูกตีความโดยผู้เขียนข่าวลง Blognone
- ^หัวเรื่อง ClearType, OneNote และ Xbox ที่คุณ Frank ยกใช้ตอบโต้นั้น เป็นการตอบโต้ตามประเด็นที่คุณ Brass เปิดไว้ในบทความที่ลง New York Times
พาเดินเล่นงาน Thailand Mobile Expo 2010
เมื่อก่อนที่ทำงานผมใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์มากครับ เลยมีบทความชุด "พาเดินเล่น" บ่อยๆ แต่หลังๆ นี้ผมหาโอกาสไปงานแนวนี้ยาก แถมผมไปได้เวลาที่คนเยอะเลยไม่ค่อยอยากไป แต่วันนี้พอดีซื้ออุปกรณ์เสริมกล้องชุดใหม่เลยมีความตั้งใจว่า "ต้องไปลอง" ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย
เริ่มต้นงานผมเดินเข้าไปทางด้านข้างทำให้เจอกับบูตของ AIS ก่อนเป็นอันดับแรกครับ ประเด็นของ AIS นั้นคงไม่มีอะไรต่างไปจากงาน Vision 2010 ที่จัดไปก่อนหน้านี้เช่นเรื่อง App Store และ N900
แต่งานนี้เท่าที่ผมดูธีมงานแล้ว มันคืองานขายโทรศัพท์ราคาถูก, Android และ 3G ครับ คือถ้าไม่ใช่รุ่นที่มีกันปรกติอยู่แล้ว ก็จะมีการแข่งขันกันขายซิม 3G เป็นล่ำเป็นสัน บูตต่อไปที่ผมไปดูทันทีคือ IEC 3G เนื่องจากอยากเล่น Nexus One
พอไปถึงบูตแล้วก็พบว่าม่ีให้ลองเล่นกันอยู่ 3 เครื่องด้วยกัน มีคนต่อคิวอยู่เครื่องละ 2-3 คน ผมยืนรออยู่พักใหญ่ๆ จนหมดแรง แอบเก็บภาพมาฝากผ่านไหล่คนที่เล่นก่อนหน้า
ผมไม่รีวิวซ้ำนะครับ เพราะคุณ bongbank รีวิวไปแล้ว งานนี้มีข้อมูลแค่ว่าจะมาในราคา "สองหมื่นต้นๆ" เท่านั้น ส่วนต่อจากนี้...
บูตต่อมาที่ผมเดินคือ iSmart แม้จะมีขายมือถือ แต่ที่น่าสนใจคือบริษัทนี้นำเข้าเน็ตบุ๊กจากจีนหลายรุ่น ราคาจับต้องได้และฟีเจอร์น่าสนใจมาก
รุ่นแรกคือ S90 เป็นแท็บเล็ต ราคา 11,900 บาทครับ ผมเดินเข้าบูตนี้เพราะเห็นตัวนี้เป็นอย่างแรกเลย
ทีมงานบอกว่าตอนขายจริงจะมีปากกาแถมให้ ตอนผมเข้าไปเขาหาปากกาให้ผมลองไม่เจอครับเลยไม่ได้ลอง น่าเสียดายว่าเครื่องนี้ไม่รองรับ Mini PCI ทำให้ใส่การ์ด 3G ข้างในไม่ได้ ไม่งั้นคงน่าสนใจมากกว่านี้ แต่ราคานี้ต้องถือว่า "เล่นได้" ครับ
อีกรุ่นหนึ่งคือ S88 ที่เหมือน Vaio-P สักหน่อย แถมมี "ตุ่มแดง" อีกต่างหาก
รุ่นที่เหลือเป็นรุ่นธรรมดาที่ไม่ต่างจากที่เคยมีขายครับ จะต่างไปบ้างก็เป็นเรื่องของราคาเท่านั้น พิจารณาได้ตามความคุ้มค่า การบริการ ฯลฯ และสุดท้ายของแถมจากบูตนี้
มาต่อกันที่ซัมซุง งานนี้เป็นงานแรกที่ผมจะได้เห็น Spica ตัวเป็นๆ สักที
ส่วนรุ่นอื่นๆ นั้นมีเยอะมาก ที่ผมว่าน่าสนใจสักหน่อยคือซัมซุงนั้นเอาจริงกับโทรศัพท์แบบ QWERTY มาก มีให้เห็นตั้งแต่รุ่นแพงมากๆ ไปยันรุ่นถูกสุดๆ
และก่อนออกจากบูตนี้...
เดี๋ยวนี้โทรศัพท์ QWERTY จากจีนราคาไม่ถึงสองพันแล้ว
บูต i-mobile นั้นมาด้วยคำขวัญ "3G Android Touch QWERTY" เป้าหมายชัดเจนดี และ i-mobile เองออกสินค้าได้ค่อนข้างเร็วตามเป้าหมายดีพอสมควร
i-mobile นั้นเอาจริงจังกับ Android มาก น่าแปลกที่ดูเหมือนค่ายนี้จะไม่สนใจแทงกั๊กกับ Windows Mobile เลยแม้แต่น้อย ในงานมี 3G 8500 ให้เล่นแล้ว แต่ตอนผมไปมันแบตหมด! (สังเกตว่าตรา cosmos ยังอยู่ในเครื่องจริง)
ส่วน i858 นั้นอย่างที่หลายคนรู้คือไม่มีเครื่องจริงครับ และไม่มีราคาด้วย
ส่วนเจ้านี้...
บูตต่อมาคือ HTC ผมไม่ได้เข้าไปใกล้ๆ มากนักเพราะคิดว่าไม่มีอะไรใหม่ในงานนี้ แต่บูตนี้ Android เต็มตัวมากๆ
ที่น่าสนใจคือเจ้าตัวนี้ครับ พอมันโผล่ออกมาแล้ว สาวข้างหลังผมร้องทันที "นี่ๆ ไงเธอ น้องแอนด๋อย..." แม้จะแปลกๆ ไปหน่อยแต่ในแง่ความรับรู้แบรนด์แล้ว น้องแอนด๋อยทำหน้าที่ได้ดีมากๆ ครับ
มาถึงโนเกียประทับใจมากครับเพราะงานนี้ "มีเครื่องจริงให้ลองเล่น" ผมตามหา Nokia Surge มาเล่นจนได้เล่นจริงๆ ที่สิงคโปร์ ดีใจที่ในที่สุดได้จับตัวเป็นๆ ในเมืองไทย
โดยรวมๆ แล้วผมว่าโนเกียยังจะครองตลาดส่วนใหญ่ได้อีกหลายปี แต่การวางตลาดสินค้าค่อนข้างช้า และหาเครื่องจริงเล่นยากมากคงเป็นปัญหาให้ผมและคนอื่นๆ ที่อยากเล่นยี่ห้อนี้ไปอีกสักพัก
เดินผ่านบูตหนึ่งเขาบอกว่าการ์ด 3G นี้เล่นได้ทั้ง 850/900/2100 น่าสนใจมาก
มาถึง LG หาโทรศัพท์ไม่เจอครับ
อ่อ เจอแล้ว ตัวนี้มาชนกับ Candy TXT อย่างเห็นได้ชัด ราคาค่าตัวนั้นคนขายกระซิบแแบบผมไม่ต้องต่อเองว่า 4,400 บาทครับ
เป้าหมายของผมในบูตนี้ยังคงอยู่ที่แอนดรอย มันคือ LG GW620 ที่หลุดออกมาตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว และผมก็ต้องต่อคิวรอทดลองใช้อีกแล้วครับ
เท่าที่ลองใช้ตัว QWERTY พิมพ์ไทยได้ครับ แต่ยังไม่มีสกรีนผมเลยพิมพ์ไม่ถูก และไม่รู้ว่าเลย์เอาท์ออกแบบมาเป็นอย่างไร ทาง LG บอกว่า GW620 จะเป็น Android ตัวแรกที่เมนูเป็นภาษาไทยทั้งหมดซึ่งคงทำให้หลายๆ คนตัดสิใจง่ายขึ้นเยอะ
ที่น่าสนใจมากคือน้อง PR มาเล่าสเปคระหว่างรอลองเล่นได้ครบมากครับ รู้กระทั่งความถี่ CPU แบบไม่มีพลาด
แต่ธีมของ LG ดูเหมือนจะชู Lollipop มากกว่า ก็น่าจะขายง่ายกว่าจริงๆ ครับ
อีกอันที่น่าสนใจคือ D-Link ที่มีขาย 3G router กันแล้วอันนี้บ้านใคร ADSL เข้าไม่ถึงก็คงมีทางเลือกเพิ่มขึ้นกันสักที รองรับ 850/1900/2100 เพราะฉะนั้น AIS อดครับ
ก่อนจากเก็บตกกันก่อน
หวังว่าอ่านจบแล้วทุกท่านคงรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของตลาดโทรศัพท์ในเมืองไทยกันมากขึ้น :P
Symbian Tablet อีกไม่นานเกินรอ?
Lee Williams ซีอีโอของ Symbian Foundation ให้สัมภาษณ์กับ ZDNet UK เกี่ยวกับการโอเพนซอร์ส Symbian เขาบอกว่ามีโค้ดที่ถูกทิ้งไปประมาณ 20% ของโค้ดส่วนที่เป็นของบริษัทอื่นๆ ทั้งหมด และทางโครงการ Symbian ได้เขียนโค้ดที่เป็นโอเพนซอร์สขึ้นมาใช้แทน สรุปว่าเสียความสามารถโดยรวมของแพลตฟอร์มไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่น่าสนใจกว่าคือ เขาบอกว่าเรามีโอกาสจะได้เห็น Symbian บนแท็บเล็ตหรือเน็ตบุ๊ก โดยต้องรออีก 1-2 ปี ทาง Symbian Foundation กำลังเริ่มโครงการ Wild Duck ซึ่งเป็นการปรับปรุง Symbian ให้ทำงานได้บนฮาร์ดแวร์สมัครเล่น (เช่น Beagle Board) รวมถึงพอร์ตไปยังสถาปัตยกรรม x86 และคอมไพล์ได้บน GCC
สุดท้ายเขายืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของ Symbian จะเริ่มใน Symbian^4 ที่รวมเอา Qt เข้ามาแล้ว
ที่มา - ZDNet
กำแพง $9.99 ของ Amazon พังทลาย สำนักพิมพ์ใหญ่เริ่มทำตาม Macmilan
หลังจากที่ Amazon ยอมให้สำนักพิมพ์ Macmilan ตั้งราคาขายอีบุ๊กสูงกว่า 9.99 ดอลลาร์ ทาง Amazon ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า "จะให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินเองว่า ราคาของ Macmilan นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และหวังว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ จะไม่ดำเนินรอยตาม Macmilan"
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปในทางตรงข้าม เพราะสำนักพิมพ์ใหญ่อีก 2 แห่งคือ HarperCollins กับ Hachette ได้ประกาศขึ้นราคาแล้ว โดย Hachette ประกาศว่าราคาหนังสือจะอยู่ระหว่าง 5.99-14.99 ดอลลาร์ และถ้าเป็นหนังสือใหม่จะอยู่ที่ 12.99-14.99 ดอลลาร์
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากโครงสร้างราคาของ iBookstore แปลว่า iPad ยังไม่ออก แต่แอปเปิลก็เอาชนะ Amazon ไปได้ก่อนแล้วหนึ่งยก
ที่มา - Gizmodo
Twitter แจกไลบรารีสำหรับประมวลผลข้อความ tweet
Twitter นั้นมีภาษาเฉพาะของตัวเองพอสมควร เช่น @reply @mention #hashtag รวมถึง URL ในข้อความ tweet แต่ละอัน การเขียนโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับ Twitter ล้วนแต่ต้องจัดการกับภาษาและสัญลักษณ์เหล่านี้
ล่าสุดทาง Twitter ได้เปิดซอร์สโค้ดที่บริษัทใช้สำหรับงานเหล่านี้ทั้งหมดออกมาเป็นโอเพนซอร์สแล้ว โดยไลบรารีสำหรับประมวลผลข้อความ tweet นี้มีให้เลือก 2 ภาษา ได้แก่ Ruby และ Java นอกจากนี้ทาง Twitter ยังแจกชุดทดสอบที่ใช้สำหรับไลบรารีข้างต้น เผื่อจะมีคนเขียนไลบรารีแบบเดียวกันในภาษาอื่นขึ้นมาด้วย
ที่มา - Twitter Engineering
แอปเปิลประกาศไม่อนุญาตให้โปรแกรม iPhone เรียกใช้ข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้ในการแสดงโฆษณา
เมื่อไม่นานมานี้ แอปเปิลได้แจ้งให้ผู้พัฒนาโปรแกรมบน iPhone OS ทราบว่าผู้พัฒนาจะไม่สามารถใช้ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้จาก Core Location API เพื่อใช้ในการแสดงผลโฆษณาได้ โดยยังย้ำอีกว่าหากมีการใช้ข้อมูลสถานที่เพื่อประกอบการแสดงโฆษณา หรือใช้งานใดๆ ที่ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้ โปรแกรมนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นบน App Store
มีการคาดเดาว่า แอปเปิลอาจจะเก็บฟีเจอร์นี้ไว้ให้กับผู้พัฒนาที่ใช้บริการโฆษณาของทางแอปเปิลเองเท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ หลังจากที่แอปเปิลเพิ่งซื้อบริษัทโฆษณาบนมือถือ Quattro Wireless ไป (ดูข่าวเก่า) ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการคาดเดา แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง คงต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกมากเลยทีเดียว
ที่มา - AppleInsider
Facebook เปลี่ยนมาใช้ตัวอัพโหลดภาพแบบใหม่
ก่อนหน้านี้เรามีวิธีการอัพโหลดภาพจากเดสก์ท็อปลงใน Facebook อยู่ 2 แบบ คือใช้ช่องอัพโหลดมาตรฐานของ HTML ซึ่งมีข้อเสียคืออัพได้ทีละไฟล์ หรือใช้ตัวอัพโหลดพิเศษของ Facebook ซึ่งเป็น Java applet ซึ่ง Facebook บอกว่าผู้ใช้งานบ่นถึงปัญหาในทางเทคนิคเป็นจำนวนมาก (ผมใช้แล้วมีปัญหาว่าเบราว์เซอร์จะค้างไว้ชั่วขณะหนึ่ง แต่สาวกจาวาเขาว่าไม่ค้างครับ :P)
ตอนนี้ Facebook เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวอัพโหลดใหม่ โดยมันเขียนด้วย HTML/CSS/JavaScript ล้วนๆ วิธีการใช้งานคือต้องดาวน์โหลดปลั๊กอิน Facebook New Photo Uploader มาติดตั้งในเบราว์เซอร์ก่อน ข้างในมันจะฝังเว็บเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กเอาไว้สำหรับสร้าง thumbnail และอัพโหลดไฟล์ให้เราอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีข้อดีว่าไม่รบกวนการทำงานของเบราว์เซอร์
New Photo Uploader ทำงานได้บนวินโดวส์ แมค และลินุกซ์รุ่น 32 บิต ตอนนี้เริ่มทยอยเปิดให้ผู้ใช้ Facebook ใช้งานแล้ว ถ้าใครรอไม่ไหวอยากทดสอบเลย สามารถสั่ง activate ใช้ได้ก่อนจากลิงก์ข้างต้น
ที่มา - Facebook Blog, Facebook Engineering's Note
ไมโครซอฟท์หยุดให้บริการ Xbox LIVE สำหรับ Xbox รุ่นแรก
ไมโครซอฟท์ประกาศยุติการให้บริการออนไลน์ Xbox LIVE สำหรับเครื่อง Xbox รุ่นแรก รวมถึงเกม Xbox รุ่นแรกที่เอาไปเล่นบน Xbox 360 ด้วย
ไมโครซอฟท์เปิดบริการ Xbox LIVE เมื่อ 7 ปีก่อน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 23 ล้านคน
ที่มา - Gamescore

Kalanyuz